Unit2

2. ประวัติความเป็นมาของระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ต  มีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุผลทางการทหาร  เนื่องจากในยุคสงครามเย็นเมื่อประมาณ  พ.ศ.  2512 ระหว่างฝ่าย
                                                                                คอมมิวนิสต์และฝ่ายเสรีประชาธิปไตย นำโดยสหรัฐอเมริกา โดยต่างฝ่ายต่างก็กลัว
                                                                                ขีปนาวุธของอีกฝ่ายหนึ่ง  โดยผู้นำสหรัฐอเมริกาวิตกว่าถ้าหากทางฝ่ายรัสเซีย ยิง
                                                                                ขีปนาวุธนิวเคลียร์เข้ามาถล่มจุดยุทธศาสตร์บางจุดของตนเองขึ้นมา อาจจะทำให้
                                                                                คอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่อกันเสียหายได้  จึงสั่งให้มีการวิจัยเพื่อสร้างเครือข่าย
                                                                                คอมพิวเตอร์ชนิดใหม่ขึ้นมาเพื่อป้องกันความเสียหาย  โดยมีจุดประสงค์ว่า
                                                                                ถ้าคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งถูกทำลายแต่เครื่องอื่นจะต้องใช้งานต่อไปได้  หน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลระบบเครือข่ายในขณะนั้นมีชื่อว่า ARPANET (Advanced Research Projects Agency Network) ซึ่งใช้สายโทรศัพท์ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต  ต่อมามีการพัฒนาโปรแกรมการสื่อสารและการใช้บริการข้อมูลจึงทำให้มีผู้สนใจเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นกว่าล้านเครื่อง 
ปัจจุบันระบบอินเทอร์เน็ตไม่ได้ใช้สายโทรศัพท์เชื่อมต่ออย่างเดียวและไม่ได้ใช้กับคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว  แต่ยังใช้เครือข่ายดาวเทียมและเคเบิลทีวี  ซึ่งพัฒนามาเป็นเว็บทีวีที่ใช้กับเครื่องรับโทรทัศน์และเครื่องมือสื่อสารอื่น ๆ รวมทั้งสามารถติดต่อแบบใช้สายและไร้สายที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงทั่วโลก

3. พื้นฐานการทำงานของระบบอินเทอร์เน็ต

                การสื่อสารข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์จะมีโปรโตคอล (Protocol) ซึ่งเป็นระเบียบวิธีการสื่อสารที่เป็นมาตรฐานของการเชื่อมต่อกำหนดไว้ โปรโตคอลที่เป็นมาตรฐานสำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต คือ TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol)

                เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะต้องมีหมายเลขประจำเครื่อง  ที่เรียกว่า  IP Address เพื่อเอาไว้อ้างอิงหรือติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ในเครือข่าย ซึ่ง IP  ในที่นี้ก็คือ  

Internet Protocol  ตัวเดียวกับใน TCP/IP นั่นเอง IP address ถูกจัดเป็นตัวเลขชุดหนึ่ง

ขนาด  32  บิต  ใน  1  ชุดนี้จะมีตัวเลขถูกแบ่งออกเป็น  4  ส่วน  ส่วนละ 8  บิต เท่าๆ กัน

เวลาเขียนก็แปลงให้เป็นเลขฐานสิบก่อนเพื่อความง่าย  แล้วเขียนโดยคั่นแต่ละส่วนด้วย

จุด (.) ดังนั้นในตัวเลขแต่ละส่วนนี้จึงมีค่าได้ไม่เกิน 256  คือ  ตั้งแต่ 0 จนถึง 255 เท่านั้น

                จากหมายไอพีขนาด  32 บิต ที่ใช้ในปัจจุบัน เป็นไอพีเวอร์ชั่น 4  สามารถใช้

อุปกรณ์ในการเชื่อมต่อสื่อสารในระบบอินเทอร์เน็ตได้มากถึงสี่พันล้านเครื่องโดยประมาณ  แต่ปัจจุบันหมายเลขไอพีเริ่มไม่เพียงพอเนื่องจากการขยายตัวของระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  จึงมีการพัฒนามาเป็นเวอร์ชั่น  6  ซึ่งกำหนดโดยมาตรฐานไอพีเวอร์ชั่น  4  และมาตรฐานไอพีเวอร์ชั่น  6  นี้  จะใช้ระบบ  128  บิต  ในการระบุหมายเลขไอพี

 

4. ระบบชื่อโดเมน (Domain Name System)

                การติดต่อสื่อสารในระบบอินเทอร์เน็ตต้องมีการอ้างอิงหมายเลขประจำเครื่อง  ที่เรียกว่าหมายเลขไอพี  ซึ่งเป็นชุดตัวเลขยากต่อการจดจำ  ดังนั้นในปี พ.ศ.  2527  จึงเริ่มใช้ระบบดีเอ็นเอส(DNS : Domain Name Server) ทดแทนการจำหมายเลขไอพี  ซึ่งระบบดีเอ็นเอสมีการใช้งานทั่วโลก  จึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างที่เป็นข้อตกลงเพื่อให้สามารถจดจำ และจำแนกประเภทการใช้งานของเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น ๆ ได้

                หลักการตั้งชื่อโดเมนเนม  อักขระที่จะใช้ในการตั้งชื่อโดเมนเนม ได้แก่  

1. ตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตัวเลข และ “-” (ยัติภังค์) คั่นด้วย “.” (มหัพภาค)

2.  โดยปกติจะขึ้นต้นด้วยตัวอักษร และลงท้ายด้วยตัวอักษรหรือตัวเลข 

3.  มีความยาวตั้งแต่ 1  ถึง  63  ตัวอักษร

4.  ตัวอักษรตัวใหญ่ A – Z หรือตัวอักษรตัวเล็กถือว่าเหมือนกัน 

5.  ต้องไม่ขึ้นต้นหรือลงท้ายด้วยเครื่องหมาย – และต้องไม่มีการเว้นช่องว่าง (Space)

                ประเภทของโดเมนเนม  แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ  โดเมน 2 ระดับ และโดเมน 3  ระดับ

                1.  โดเมน 2 ระดับ  มีลักษณะ เช่น  hotmail.com , thai.net  เป็นต้น  โดยโดเมนแบบนี้จะประกอบด้วยชื่อโดเมน และตัวย่อที่

อยู่ด้านหลังเครื่องหมายจุด คือ  คำย่อของประเภทองค์กร

Com  =  กลุ่มองค์กรการค้า,                                 Edu   =  กลุ่มการศึกษา,                         Gov   =  กลุ่มองค์กรรัฐบาล

Mit    =  กลุ่มองค์กรการทหาร,           Net    =  กลุ่มการบริการเครือข่าย,      Org   =  กลุ่มองค์กรอื่นๆ

2.  โดเมน 3 ระดับ มีลักษณะเช่น  dora.co.th , onec.go.th , kois.go.kr โดเมนเนมในลักษณะนี้จะประกอบด้วย  ชื่อโดเมน ,

ตัวย่อที่อยู่ด้านหลังเครื่องหมายจุดใช้ระบุประเภทขององค์กรแต่มีรูปแบบแตกต่างจากคำย่อที่ใช้โดเมนเนม 2 ระดับ

เช่น         .go  =  หน่วยงานรัฐบาล                       .ac  =  สถาบันการศึกษา 

.co  =   องค์กรธุรกิจ                              .or  =  องค์กรอื่นๆ




ในการติดต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  ผู้ใช้แต่ละคนจะต้องมีที่อยู่อินเทอร์เน็ตสำหรับการติดต่อทางอีเมล์  ซึ่งจะมีรูปแบบคือ
username@domain name
username                                คือ  บัญชีชื่อสมาชิกหรือชื่ออีเมล์ จะต้องอักษรเป็นภาษาอังกฤษหรือตัวเลข ประกอบด้วยตัวอักษร
ตั้งแต่ 3-15 ตัว ที่สำคัญในชื่อต้องไม่มีช่องว่าง อักขระหรือเครื่องหมายพิเศษแทรกอยู่
                @                            คือ  เครื่องหมาย แอท-ซาย คั่นระหว่างชื่อ โฮสต์ และโดเมเนม

domain                   คือ  โดเมนเนมหรือเว็บไซต์ที่ให้บริการอีเมล์
ตัวอย่าง E-mail Address เช่น  maya2313_1977@hotmail.com        (ชื่อ username   at  ชื่อโดเมนหรือเว็บไซต์ )

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น